Subway กับความสำเร็จเพราะ Presenter (และเกือบพังเพราะ Presenter)

FeatureIMG subway influencer

ครั้งหนึ่ง Subway ร้านแซนด์วิชฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง ก็โดนตีตราว่าเป็นร้านขายอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนกับร้านฟาสต์ฟู้ดทั่วๆ ไป 

เพื่อต้องการสร้างภาพลักษณ์เป็นแบรนด์ Healthy Fast Food ในช่วงราวๆ ปี 2000 Subway จึงได้ทำแคมเปญการตลาดที่ชื่อว่า “7 น้อยกว่า 6” (7 under 6) โดยจะสื่อว่า Subway มีแซนด์วิชให้เลือกถึง 7 แบบที่มีไขมันน้อยกว่า 6 กรัม 

แต่แคมเปญนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนยังมองว่าฟาสต์ฟู้ดก็คือฟาสต์ฟู้ดวันยังค่ำ 

ความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดของ Subway

จนกระทั่งการเข้ามาของชายที่ชื่อว่า Jared Fogle ที่ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Subway ไปตลอดกาล 

Jared Fogle คือเด็กหนุ่มที่มีน้ำหนักตัวถึง 192 กิโลกรัม จนพ่อของเขาซึ่งเป็นแพทย์เตือนว่า ถ้าน้ำหนักมากขึ้นกว่านี้ เขาคงอยู่ไม่ถึงอายุ 35 ปี ทำให้ Jared ตัดสินใจลดน้ำหนักอย่างจริงจัง และความสำเร็จในการลดน้ำหนักของเขา “Subway” เป็นส่วนสำคัญมากๆ 

เพราะเขาวางแผนลดน้ำหนักที่ชื่อว่า “Subway Diet” โดยกินแซนด์วิช Subway วันละ 2 ชิ้น เพราะ Subway อยู่ห่างจากบ้านเขาแค่ 10 ก้าว นอกจากนั้นแล้ว เขาพยายามออกกำลังกายให้มากขึ้น

สิ่งที่เขาทำประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี Jared สามารถลดน้ำหนัก จาก 192 กิโลกรัม ให้เหลือแค่ 81 กิโลกรัม เท่านั้น

Subway ก็เลยไม่รอช้า ดึงตัวเขาไปเป็น Presenter แล้วโหมโฆษณา จน Jared ดังเปรี้ยงปร้าง และกลายเป็น icon ของคนที่อยากจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างให้ดีขึ้น และในขณะเดียวกัน Subway ก็ได้ภาพลักษณ์เป็น Healthy Fast Food ที่ดีต่อสุขภาพไปด้วย 

เรื่องทุกอย่างคงจะจบลงได้ดี ตัว Jared เองก็โด่งดังสุดๆ จนถูกเรียกขานว่าเป็น ‘The Subway Guy’ ได้ออกสื่อต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารชื่อดังอย่าง Men’s Health หรือถูกเอาไปทำเป็นตัวละครใน South Park การ์ตูนชื่อดังในอเมริกา ส่วน Subway ก็ได้ยอดขายมหาศาล 

แต่ทว่า เรื่องที่ Subway ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น…

จุดพลิกพันของ Presenter ที่ Subway ไม่ต้องการจดจำ

ในปี 2015 วันที่เกมส์ Jared’s Pant Dance เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี โดยในเกมส์จะจำลองยีนส์ยักษ์สมัย Jared เคยอ้วนมาใส่ของต่างๆ เช่น แซนด์วิช ขวดน้ำ และขนมอื่นๆ มากมายเพื่อสะสมคะแนน 

วันนั้นน่าจะเป็นวันที่ดีสำหรับเขา แต่มันไม่ใช่เลย

เพราะนั่นเป็นวันเดียวกันที่ Jared ถูกจับกุมในข้อหาครอบครองสื่อลามก และคดีมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ ทั้งๆ ที่เขาแต่งงานและมีลูกแล้ว รวมถึงมีการเปิดเผยมากมายถึงคำพูดที่เขาดูถูกและคุกคามเหยื่อ เขาต้องถูกจำคุกเป็นเวลา 15 ปี และชดใช้ค่าเสียหายให้กับเหยื่อผู้เยาว์ทั้ง 14 คน คนละ 14,000 ดอลลาร์ 

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เกมส์ดังกล่าวถูกลบออกจาก Store และ Subway ถอดเขาออกจากการเป็น Presenter ทันที! 

ปัจจุบัน เขายังเป็นผู้ต้องหาในเรือนจำ (พ้นโทษในปี 2029) โดยเรื่องราวและคลิปเสียงที่เขากระทำอนาจารเด็กๆ ถูกถ่ายทอดในสารคดีที่ชื่อ ‘Jared from Subway: Catching a Monster’ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา 

ถึงแม้ว่าเด็กยุคนี้จะไม่มีใครรู้จัก Jared เนื่องจาก Subway ได้ลบโฆษณาที่เกี่ยวกับเขาออกไปหมดสิ้น และยอดขายของ Subway ในปัจจุบันก็ไม่ได้ขึ้นตรงกับเขาแต่อย่างใด เพราะในไตรมาสแรกของปีนี้ (2023) Subway ทำยอดขายในทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นถึง 9.8% โดยเป็นผลมาจากการปรับปรุงเมนูใหม่ และพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบให้ดีขึ้น    

แต่ Subway ก็คงอยากจะลบภาพจำชายคนนี้ไปตลอดกาล 

เหมือนกับที่เคยลบภาพจำ Fast Food เป็นอาหารขยะอย่างในอดีตที่เป็นมา…  

Scale’s Takeaways

1. สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบคำโฆษณาไม่เท่า 1 ผลลัพธ์จริง

แคมเปญ 7 น้อยกว่า 6 เป็นแคมเปญที่ทำให้ลูกค้าไม่เห็นภาพว่า Subway ดีกว่าเดิมอย่างไร แล้วดีต่อสุขภาพจริงหรือ?  

จนกระทั่ง Jared ได้แสดงผลลัพธ์ออกมาอย่างชัดเจนว่า การกินแซนด์วิชของ Subway วันละ 2 ชิ้น ทำให้น้ำหนักตัวเขาลดลงกว่า 100 กก. ในเวลาเพียงไม่ถึงปี 

พลังของการสื่อสารผลลัพธ์ที่ชัดเจนของ Jared ทำให้ในปีเดียวกันนั้น Subway ทำยอดขายสูงขึ้นถึง 18% และปีถัดไปยอดขายก็เพิ่มขึ้นเป็น 16% 

2. Presenter ไม่ต้องดัง ก็ปังได้

Jared ในตอนนั้นเป็นเพียงแค่ Nobody ที่ไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งสิ่งที่เขาทำก็คือการลดน้ำหนักด้วยการกินแซนด์วิชวันละ 2 ชิ้น แต่ Subway เห็นโอกาสและผลลัพธ์สุดมหัศจรรย์ เลยปั้นให้เขาเป็น Somebody และกลายเป็น ‘The Subway Guy’ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง 

ไม่แน่ว่าถ้า Subway เปลี่ยนมาจ้างดาราดังๆ โหมโฆษณาแคมเปญอย่างเดียว ผลลัพธ์อาจจะไม่สำเร็จเท่านี้ก็ได้ 

3. เลือก Influencer ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ในยุคที่ใครๆ ก็เป็น Influencer ได้ แบรนด์จึงมีตัวเลือกมากมายว่าจะใช้คนลักษณะไหน การเลือก Influencer ดีในที่นี้ไม่ใช่แค่เลือกเพราะผลงานหรือมีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่ยังรวมถึงนิสัย ความคิด การแสดงคำพูดต่อสาธารณะอีกด้วย 

เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าวันหนึ่ง เราจะต้องเจอสถานการณ์แบบ Subway หรือไม่ หาก Influencer เกิดทำสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยได้ขึ้นมา

สุดท้าย ฝ่ายที่เสียหายมากที่สุด ก็คือแบรนด์เราเอง

สรุป

และนี่คือเรื่องราวของ Subway กับ Presenter ที่เป็นทั้งผู้สร้างและทำลายภาพลักษณ์ในเวลาเดียวกัน

คุณเคยเห็นเหตุการณ์ไหนที่คล้ายๆ กับ Subway ไหม? ลองมาเล่าให้ฟังใน Comment กันได้นะ

อ้างอิง

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ติดตาม scale เพื่อเติมความรู้ดีๆ ใส่สมองก่อนใคร!

เราสัญญาว่าจะเติมแต่ความรู้ดีๆ ใส่สมองของคุณ :)

ติดตามต่อทาง Social Media

นอกจากอีเมลแล้ว คุณยังสามารถติดตามคอนเทนต์ดีๆ ผ่าน Social Media ได้เช่นกัน

เราสัญญาว่าจะเติมแต่ความรู้ดีๆ ใส่สมองของคุณ :)

ติดตามเราทาง Facebook

เราสัญญาว่าจะเติมแต่ความรู้ดีๆ ใส่สมองของคุณ :)

กดปุ่มนี้

Scroll to Top