เฮลซ์บลูบอย แบรนด์ที่ขายสินค้าเดิมๆ แต่กำไรพันล้าน!

01 FeatureIMG W Scale Story 3

“เฮลซ์บลูบอย หวานชื่น รื่นรมย์”

แค่ได้ยินสโลแกนหลายคนก็นึกภาพออกทันที กับแบรนด์น้ำหวานสัญชาติไทยที่มาพร้อมโลโก้เด็กชายใส่หมวกบนขวดแก้วที่คุ้นเคย (และคุ้นรสชาติ) มาอย่างยาวนาน 

ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูเข้าถึงง่าย อยู่คู่ทุกบ้าน ไม่ว่าจะไปร้านขนมหรือคาเฟ่ที่ไหน ก็ต้องมีเฮลซ์บลูบอย

อย่างน้อย 1 รสชาติอยู่ในนั้น

ถึงขั้นเมื่อปี 2562 สินค้าเคยขาดตลาดมาแล้ว! 

รู้หรือไม่ว่าน้ำหวานระดับตำนานนี้อยู่มานานกว่า 64 ปี และนอกจากการขายน้ำหวานกับน้ำตาลก้อนแล้ว ก็ไม่ได้ทำสินค้าอื่นๆ แยกออกมาเพิ่มเลย 

ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้ทำการตลาดหรือประโคมโฆษณามากมาย แล้วกำไรของพวกเขามาจากไหน? 

ขายสินค้าเดิมๆ แต่กำไรพันล้าน!

ถ้าย้อนดูกำไรของเฮลซ์บลูบอยย้อนหลัง 3 ปี 

  • ปี 2563 กำไร 1,057 ล้านบาท
  • ปี 2564 กำไร 1,137 ล้านบาท
  • ปี 2565 กำไร 957 ล้านบาท

จะพบว่ากำไรอยู่ในระดับพันล้าน (หรือใกล้พันล้าน) ทุกปี! 

ซึ่งกำไรของเฮลซ์บลูบอยก็มาจากการขายน้ำหวานทั้ง 10 รสชาติ ได้แก่ สละ, กุหลาบ, สตรอเบอรี, ครีมโซดา, องุ่น, มะลิ, สับปะรด, ซาสี่, แคนตาลูป และเพิ่งเปิดตัวรสใหม่ล่าสุดอย่างบลูฮาวายในปีนี้ (2023) รวมถึงการขายน้ำตาลก้อนบริสุทธิ์ 

โดยเริ่มจากการวางรากฐานการขายโดยทายาทรุ่นแรกแห่งตระกูล “พัฒนะเอนก” จากเดิมที่ทำธุรกิจโชห่วย ก็เริ่มมองเห็นโอกาสของธุรกิจน้ำหวานที่ยังไม่เคยมีใครทำในสมัยนั้น เรียกว่าถ้าทำก่อนก็ย่อมได้เปรียบคนอื่น 

แล้วน้ำหวานของพวกเขาก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทำให้พวกเขามองเห็นโอกาสบางอย่าง  

เพราะในยุคก่อนสินค้าทุกอย่างทำออกมาแบบ Homemade ไม่ต้องพูดถึงเรื่องโลโก้ เพราะชื่อยี่ห้อก็ไม่มีด้วยซ้ำไป  

ทำให้พวกเขามองการณ์ไกลไปถึงการสร้างแบรนด์ ‘เฮลซ์บลูบอย’ (Hale’s Blue Boy) ตั้งแต่การออกแบบคำว่า “Hale’s” ที่เริ่มทำด้วยการแกะบล็อกไม้เป็นตัวอักษร ทำให้ไม่มีแบรนด์ไหนเลียนแบบฟอนต์ได้ รวมถึงการออกแบบบลูบอย เด็กชายสวมเอี๊ยมฟ้า (บางข้อมูลกล่าวว่าบลูบอยเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน (Blue Collar) ที่พอดื่มน้ำหวานแล้ว จะรู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง)   

นอกจากนี้ เฮลซ์บลูบอยยังพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอยู่เสมอ ตั้งแต่การส่งออกไปขายต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จากนั้นจึงขยายมาจีนและอินเดีย โดยชูจุดขายว่าเป็น “น้ำหวานอันดับหนึ่งของประเทศไทย” (No.1 Syrup in Thailand) 

มาพร้อมกับคำยืนยันจากคุณประยุทธ พัฒนะเอนก ทายาทรุ่นสองของเฮลซ์บลูบอย ที่กล่าวเป้าหมายส่วนตัวอย่างชัดเจนไว้เมื่อปี 2559 ว่า “ถ้าที่ไหนยังไม่มีสินค้าของเรา ผมไม่ยอม เราจะทำให้มีให้ได้”

ถึงแม้ว่าจะมีเป้าหมายที่จะเติบโตไปต่างประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่เฮลซ์บลูบอยให้ความสำคัญมากๆ นั่นคือ 

“การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ” 

ตั้งแต่การเก็บน้ำหวานใส่ขวดแก้ว ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 2 – 5 ปี และไม่ยอมไปตีตลาดกลุ่มอุตสาหกรรม เพราะรู้ว่าจะทำให้ควบคุมคุณภาพวัตถุดิบได้ลำบาก และต้องเปลี่ยนมาใช้ขวดพลาสติกเพื่อลดต้นทุน ซึ่งจะทำให้เก็บน้ำหวานได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น

และการที่เฮลซ์บลูบอยอยู่เพียงแค่ในกลุ่มตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือน กำไรต่อขวดไม่สูง ทำให้บริษัทใหญ่ๆ ไม่ลงมาแข่งในตลาดนี้เพราะไม่คุ้มค่า ส่วนบริษัทเล็กๆ ก็ดึงฐานลูกค้าจากเฮลซ์บลูบอยได้ลำบาก 

กลายเป็นว่าเฮลซ์บลูบอยอยู่ในสถานะไม่ต้องแข่งกับใคร กลายเป็นเจ้าตลาดไปโดยปริยาย 

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันของเฮลซ์บลูบอย นั่นคือแนวคิดในการทำธุรกิจ ที่เน้นปลอดภัย ไม่หวือหวา แต่เติบโต 

ไม่เอาเงินไปลงทุนแตกไลน์สินค้าที่ไม่ถนัด ไม่กู้เงินเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ถึงแม้ว่าจะเจอวิกฤตเศรษฐกิจอะไรก็ตาม เฮลซ์บลูบอยก็ยังอยู่ได้ 

มาพร้อมกับปรัชญาธุรกิจของตระกูลพัฒนะเอนก คือ “ซื่อสัตย์ ยุติธรรม และมีคุณธรรม” 

“ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ถึงจะอยู่ได้ ต้องยุติธรรม และมีคุณธรรม ถึงจะไปรอด”

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเฮลซ์บลูบอยยังเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ เป็นเวลากว่า 64 ปีแล้ว…

Scale’s Takeaways

1. รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

รู้เขาคือ รู้จักคู่แข่งและตลาด ซึ่งเฮลซ์บลูบอยรู้ดีว่าคู่แข่งมีจุดอ่อนอะไร (เช่น การเข้าสู่ตลาด หรือการควบคุมคุณภาพ) แม้กระทั่งการไปโตต่างประเทศ เฮลซ์บลูบอยก็จะมีการศึกษาทุกครั้งว่ามีคู่แข่งอยู่ก่อนหน้าหรือไม่ รวมถึงดูตลาดว่ามีความต้องการสินค้าอยู่หรือไม่  

รู้เราคือ รู้จักความถนัดของธุรกิจตัวเอง เฮลซ์บลูบอยรู้ดีว่าตนเองไม่ถนัดกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม จึงไม่เข้าไปแข่งในตลาด ถึงแม้จะได้กำไรต่อขวดสูงกว่าก็ตาม 

2. คุณภาพสินค้าต้องมาก่อน

ถึงแม้ว่าเฮลซ์บลูบอยจะอยู่มานานกว่า 64 ปี แต่ก็ไม่เคยยึดติดในชื่อเสียงของตัวเอง ยังคงมีการปรับปรุงคุณภาพอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นตัววัตถุดิบ ซึ่งมีบางช่วงที่น้ำตาลมีความหวานผิดเพี้ยน ก็ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้ได้คุณภาพเดิม 

รวมถึงการใช้ขวดแก้วใส่น้ำหวาน แม้ว่าจะมีต้นทุนสูงกว่าการใช้ขวดพลาสติกก็ตาม เพราะอยากรักษารสชาติน้ำหวานให้เหมือนเดิมได้นานที่สุด ซึ่งขวดพลาสติกไม่สามารถทำได้

3. ลูกค้าคือกระบอกเสียงที่ดีที่สุดของแบรนด์

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าลูกค้ากลายเป็นคนที่ทำการตลาดให้กับเฮลซ์บลูบอย ไม่ว่าจะเป็นการนำเฮลซ์บลูบอยไปทำเป็นเมนูของหวานต่างๆ มากมาย หรือการตั้งราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่ ร้านอาหาร หรืออยากจะซื้อติดบ้านก็ซื้อได้ง่ายๆ สิ่งนี้เลยกลายเป็นเครื่องการันตีถึงคุณภาพของเฮลซ์บลูบอยไปโดยปริยาย

เมื่อผู้บริโภคเป็นกระบอกเสียงกระจายการรับรู้สินค้าทั่วบ้านทั่วเมือง เฮลซ์บลูบอยเลยไม่จำเป็นต้องใช้งบการตลาดมหาศาลแต่อย่างใด

สรุป

และนี่คือเรื่องราวของเฮลซ์บลูบอย แบรนด์น้ำหวานที่อยู่คู่บ้านคู่ครัวมาอย่างยาวนาน

แล้วคุณชอบน้ำหวานรสไหนของเฮลซ์บลูบอย หรือใส่กินกับอะไรแล้วอร่อย ลองมากระซิบบอกกันใน Comment ได้เลย!

อ้างอิง

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ติดตาม scale เพื่อเติมความรู้ดีๆ ใส่สมองก่อนใคร!

เราสัญญาว่าจะเติมแต่ความรู้ดีๆ ใส่สมองของคุณ :)

ติดตามต่อทาง Social Media

นอกจากอีเมลแล้ว คุณยังสามารถติดตามคอนเทนต์ดีๆ ผ่าน Social Media ได้เช่นกัน

เราสัญญาว่าจะเติมแต่ความรู้ดีๆ ใส่สมองของคุณ :)

ติดตามเราทาง Facebook

เราสัญญาว่าจะเติมแต่ความรู้ดีๆ ใส่สมองของคุณ :)

กดปุ่มนี้

Scroll to Top