เชื่อว่าทุกคนคงรู้จัก LEGO เจ้าของตัวต่อหลากสีที่เรามักจะเห็นเด็กๆ นั่งต่อกันในโซนของเล่นในห้างกันอยู่แล้ว
แต่รู้ไหมว่าในช่วงเริ่มต้น ตอนนั้นของเล่นที่ LEGO ทำไม่ใช่ตัวต่อพลาสติกอย่างทุกวันนี้ แต่เป็นของเล่นไม้แทน
จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง
คุณ Ole Kirk Christiansen ผู้ก่อตั้งบริษัท LEGO ชาวเดนมาร์ก เดิมทีเขาเคยเป็นช่างทำของเล่นไม้มาก่อน แต่จุดเปลี่ยนของ LEGO คือเมื่อเริ่มมีไม้ไม่เพียงพอกับการผลิตของเล่น คุณ Christiansen จึงเริ่มมองหาวัสดุอื่นๆ แทน
ตอนนั้นวัสดุที่คุณ Christiansen จับตามองคือพลาสติก ซึ่งเป็นของใหม่ในช่วงเวลานั้น คุณ Christiansen มองว่าการฉีดขึ้นรูปพลาสติกจะเพิ่มกำลังการผลิตของเล่นได้มหาศาล แต่ปัญหาคือเพราะยังเป็นของใหม่อยู่ พลาสติกจึงมีต้นทุนการผลิตที่สูงมาก
ในช่วงเดียวกันนั้น คุณ Christiansen ได้รู้จักกับของเล่นตัวต่อหลากสี จากงานจัดแสดงสินค้าอุตสาหกรรมใน London ประเทศอังกฤษ จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจว่าถ้าลงทุนกับเครื่องฉีดพลาสติก LEGO ก็คงจะทำแบบเดียวกันได้นะ
ราวปี 1950 LEGO จึงซื้อเครื่องฉีดพลาสติก และเริ่มทดลองผลิตของเล่นพลาสติกชิ้นเล็กๆ และ Launch ตัวต่อที่มีลักษณะคล้ายกันออกไปในชื่อ “Automatic Binding Blocks”
ในช่วงแรกเจ้า Automatic Binding Blocks ที่ว่านั้นมียอดขายที่ไม่ดีนัก แต่คุณ Christiansen ก็ยังคงเชื่อมั่นว่าเดี๋ยวมันจะต้องไปได้ดี
แล้วเขาก็คิดถูก เมื่อลูกชายของคุณ Christiansen นั่งคิดทบทวนเกี่ยวกับการเล่น LEGO แล้วตกผลึกไอเดียเรื่อง “System in Play” ออกมา ว่าถ้าเราเน้นให้ LEGO เป็นของเล่นเพื่อการศึกษา ให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการเล่น คือยิ่งเด็กๆ มีตัวต่อ LEGO เยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งใช้สร้างตึก สร้างมังกร หรือของเจ๋งๆ อะไรก็ตาม เล่นกับความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้นเท่านั้น ด้วยไอเดียนี้ ของเล่นของเราก็น่าจะได้รับความสนใจมากขึ้นนะ
และเมื่อไอเดียนี้เริ่มแพร่ออกไปในวงกว้าง คุณพ่อคุณแม่ในช่วงหลังสงครามที่กำลังสนใจการศึกษาของลูกๆ ก็พากันให้ความสนใจ เพราะการตัดสินใจเปลี่ยนวัสดุจากไม้มาเป็นพลาสติกในครั้งนั้น LEGO ก็เลยเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และอยู่กับเรามาจนถึงปัจจุบัน
ยังไงก็ตาม แม้ว่าการมาของเทรนด์ความยั่งยืนจะทำให้ LEGO ต้องปรับตัวอีกครั้ง แต่ไม่ว่าวัสดุของ LEGO จะมีการเปลี่ยนแปลงไปยังไง แต่การ Empower ความคิดสร้างสรรค์ของ LEGO ก็จะอยู่ต่อไปอีกนาน
Scale’s Takeaways
1. Adaptability Drives Success
ประวัติของ LEGO เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการปรับตัวในการทำธุรกิจ จากการเป็นผู้ผลิตของเล่นไม้ สู่การผลิตของเล่นพลาสติก และเปิดประตูโอกาสมาสู่การผลิตตัวต่อ การปรับตัวนี้เองที่นำไปสู่ความสำเร็จของ LEGO
2. Pick a Niche
ส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ LEGO มาจาก Concept เรื่อง “System in Play” คือการให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการเล่น การสร้าง และเสนอว่ายิ่งซื้อ LEGO ไปเล่นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งใช้ความคิดสร้างสรรค์ประกอบสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้มากเท่านั้น ซึ่งปรัชญานี้ก็ไม่ได้ดึงดูดแต่เด็กๆ ที่เป็นคนเล่น แต่ยังดึงความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นคนซื้อได้ด้วย
3. Sustainability and Environmental Responsibility
แม้ว่า LEGO จะสามารถผลิตของเล่นที่มีคุณภาพให้เด็กทั่วโลกได้เล่นกัน แต่เทรนด์เรื่องความยั่งยืน และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องสำคัญที่คนทำธุรกิจควรคำนึงถึง ซึ่ง LEGO ก็กำลังอยู่ระหว่างการวิจัย พยายามบาลานซ์ให้ทั้ง 2 อย่างนี้ไปด้วยกันได้
สรุป
และนี่คือเรื่องราวของ LEGO แบรนด์ของเล่นไม้ที่ผันตัวมาผลิตตัวต่อ และครองใจทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ทั่วโลก ถ้าคุณมี Case การพลิกธุรกิจของบริษัทอื่นที่คล้าย ๆ กัน มาแชร์กันใน Comment ได้นะ
อ้างอิง
- หนังสือ The LEGO Story: How a Little Toy Sparked the World's Imagination
- https://www.lego.com/en-us/aboutus/lego-group/the-lego-group-history?locale=en-us
- https://www.lego.com/ms-my/sustainability/product-safety/materials
- https://www.wired.com/story/lego-haunted-by-its-own-plastic/
- https://www.wired.com/story/lego-recycled-plastic-brick/
- https://www.forbes.com/sites/quora/2013/08/02/why-was-2012-legos-most-successful-year-in-terms-of-revenue/?sh=57ce1c2f4c17
- https://web.archive.org/web/20210622115146/https://www.inverso.pt/legos/clones/texts/kiddicraft.htm
- https://web.archive.org/web/20210622113807/https://inverso.pt/legos/Textos/timeline.htm



