ทฤษฏี Evil Eye อย่าบอกคนอื่นถ้ายังทำไม่สำเร็จ

01 FeatureIMG W Scale Knowledge 15

เคยรู้สึกเหมือนกันไหมว่าเวลาที่เล่าเป้าหมายของตัวเองให้คนอื่นฟังทีไรมักจะไปไม่ถึงเป้าหมายทุกที แต่พอไม่ได้เล่าให้ใครฟัง เป้าหมายนั้นกลับสำเร็จขึ้นมาเฉยๆ ถ้าเคยรู้สึกแบบนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะเข้าข่ายทฤษฎีของ Evil Eye หรือดวงตาปีศาจที่ทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

Evil Eye คืออะไร?

Evil Eye คือพลังด้านลบ เช่น ความอิจฉา ความเกลียด ความอาฆาต ที่เราสามารถส่งไปให้คนอื่นได้ คล้ายกับการสาปแช่ง โดยเชื่อกันว่าคนที่ได้รับพลังลบจาก Evil Eye จะได้รับผลกระทบด้านลบอย่างการที่ไม่ประสบความสำเร็จ หรืออาจถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อเลยทีเดียว เช่นเดียวกับการที่ปัจจุบันเราเชื่อกันว่าอย่าเล่าให้คนอื่นฟังว่าตนเองมีเป้าหมายอะไร เพราะถ้าคนที่ฟังรู้สึกไปในทางด้านลบก็อาจจะทำให้สิ่งที่เราต้องการไม่เป็นอย่างที่หวังนั่นเอง

Evil Eye กับสัญลักษณ์ดวงตาสีฟ้า

ถ้าเพื่อนๆ เคยไปตุรกี แน่นอนว่าจะต้องเห็นเครื่องรางดวงตาสีฟ้าห้อยอยู่เต็มเมืองจนหลายคนอาจเข้าใจผิดกันว่าสัญลักษณ์ดวงตาสีฟ้าข้างเดียวนั้นคือสัญลักษณ์ของ Evil Eye แต่จริงๆ แล้วคือ “Nazar” ดวงตาของเทพเจ้าฮอรัส หรือเทพเจ้าแห่งท้องฟ้าที่ชาวตุรกีนับถือซึ่งมีไว้เพื่อป้องกัน Evil Eye นั่นเอง โดยปัจจุบันเครื่องรางนี้แพร่หลายกันในหลายประเทศมาก จนเหล่าดารา และนักร้องต่างก็พากันห้อยสัญลักษณ์นี้ไว้จนบางคนถึงขั้นนำไปผลิตเป็นเครื่องประดับแบรนด์ของตนเองเลยทีเดียว และที่สำคัญคือในประเทศไทยก็มีขายเช่นเดียวกัน

ป้องกัน Evil Eye ยังไง?

นอกจากเครื่องราง Nazar แล้วยังมีอีกหลายวิธีที่ผู้คนนิยมใช้เพื่อป้องกัน Evil Eye ตามวัฒนธรรมและเชื้อชาติ อย่างในสมัยเมโสโปเตเมียที่ใช้เครื่องราง The Tell Break Head ดวงตาสองดวง Hamsa ฝ่ามือที่มีดวงตาข้างหนึ่งอยู่ตรงกลาง นอกจากเครื่องรางยังมีเรื่องที่สามารถแก้เคล็ดได้ เช่น นม น้ำมัน ริบบิ้น ถ่านร้อน และขนมปังลอยน้ำ เช่น การที่คนโบราณเชื่อกันว่าถ้าไม่อยากให้เด็กทารกโดนพลังของ Evil Eye ให้นำริบบิ้นผูกที่แขนเด็ก และถ้าชมเด็กว่าน่ารักน่าเอ็นดูจะมีภูตผีวิญญาณมาเอาวิญญาณเด็กไป จึงแก้เคล็ดโดยใช้วลี ‘น่ารักน่าชัง’ แทน 

Scale’s Takeaways

1. ไม่ใช่ทุกคนที่จะหวังดีกับเราเสมอไป

ทฤษฎีของ Evil Eye อาจไม่ใช่ความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล แต่มาจากความจริงที่ทำให้เราฉุกคิดได้ว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่ทุกคนที่หวังดีกับเราเสมอไป ความเชื่อสอนให้เราต่างระวังในการใช้ชีวิต อย่าไว้ใจทุกคนเพราะเราไม่สามารถรู้ความคิดของเขาได้ ถ้าเขาไม่หวังดีกับเราก็อาจจะนำพาสิ่งร้ายๆ มาให้เราได้

2. ระวังคำพูดของตัวเอง

Evil Eye อาจทำให้เราเห็นความสำคัญเรื่องของการพูดมากกว่าเดิม เพราะในเมื่อเราไม่อาจเดาความคิดใครได้ก็ควรระวังและคิดไตร่ตรองให้ดีว่าสิ่งที่เราพูดจะเป็นภัยต่อเราในอนาคตไหม ถ้าเราไม่แน่ใจว่าหลังจากที่เราบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเราออกไป คนฟังจะรู้สึกด้านบวกหรือด้านลบ ก็อาจจะดีกว่าถ้าเราเลือกที่จะเก็บบางอย่างไว้กับตัวเองจนถึงวันที่เราทำสิ่งนั้นสำเร็จแล้วค่อยพูดออกไป

3. แค่เลี่ยง Evil Eye อาจไม่เพียงพอต่อความสำเร็จ

แม้ Evil Eye จะเป็นความเชื่อที่ไม่ให้เราบอกใครว่าจะทำอะไรถ้ายังไม่สำเร็จ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ชี้ได้ว่าเราจะประสบความสำเร็จไหมคงไม่ใช่แค่ Evil Eye แค่เรื่องเดียว แต่ความสำเร็จล้วนเกิดจากผลของการกระทำและความพยายามไปถึงเป้าหมายของเรา ดังนั้น ถ้าอยากประสบความสำเร็จแค่หลีกเลี่ยง Evil Eye ก็อาจจะไม่เพียงพอ

สรุป

แม้ตำนานของ Evil Eye จะมีมาหลายสมัยและแพร่หลายแทบจะทุกทวีปแต่ก็ยังไม่ทราบที่มาและจุดเริ่มต้นที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามความเชื่อเป็นเรื่องที่แล้วแต่บุคคล ทฤษฎีนี้อาจจะได้ผลกับหลายคน แต่กับบางคนอาจจะไม่ได้ผล แต่ในเรื่องของความสำเร็จแน่นอนว่าต้องวัดด้วยหลายสิ่ง ทั้งเป้าหมาย การกระทำ ความอดทน และจังหวะที่ใช่

คอนเทนต์หน้าอยากให้เล่าเรื่องราวพัฒนาตนเองหรือทฤษฎี ความเชื่ออะไร สามารถคอมเมนต์กันได้เลย!

อ้างอิง

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ติดตาม scale เพื่อเติมความรู้ดีๆ ใส่สมองก่อนใคร!

เราสัญญาว่าจะเติมแต่ความรู้ดีๆ ใส่สมองของคุณ :)

ติดตามต่อทาง Social Media

นอกจากอีเมลแล้ว คุณยังสามารถติดตามคอนเทนต์ดีๆ ผ่าน Social Media ได้เช่นกัน

เราสัญญาว่าจะเติมแต่ความรู้ดีๆ ใส่สมองของคุณ :)

ติดตามเราทาง Facebook

เราสัญญาว่าจะเติมแต่ความรู้ดีๆ ใส่สมองของคุณ :)

กดปุ่มนี้

Scroll to Top