เนื่องจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจธุรกิจ จำเป็นต้องมีการผลิตและการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ในปี 2023 มนุษย์เราใช้ทรัพยากรไปมากกว่าที่โลกสร้างถึง 1.7 เท่าต่อปี ทรัพยากรธรรมชาติในโลกที่ลดน้อยลงสวนทางกับการพัฒนาของโลก จึงเป็นเหตุผลที่เพียงพอให้แบรนด์ต่างๆ หันมาใส่ใจการทำ Circular Economy มากขึ้น และกลายเป็นคุณสมบัติที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน
หลักการของ Circular Economy (CE) คือการทำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนของที่มีอยู่แล้ว (หรือถูกทิ้ง) มาใช้ให้เกิดคุณค่า รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการของเสียให้กลับไปเป็นทรัพยากรหมุนเวียนในระบบด้วยกระบวนการที่เหมาะสม
โครงการ ‘Let's Close the Loop‘ ของ H&M เป็นตัวอย่างของการทำ Circular Economy ในอุตสาหกรรม ที่ให้ลูกค้านำเสื้อผ้าเก่าไม่ใส่แล้วมาแลกเป็น Token เพื่อรับส่วนลดร้าน H&M ได้ และทางแบรนด์ก็จะเอาเสื้อผ้าถูกทิ้งเหล่านั้นมาแยกจัดกลุ่มกัน ถ้ายังอยู่ในสภาพดีก็จะเอามา Restore แล้วขายเป็นเสื้อผ้ามือสอง หรือรีเมคเป็นคอลเลคชันใหม่ แต่ถ้าอยู่ในสภาพใช้งานต่อไม่ได้ ก็จะถูกนำมา Recycle เป็นวัตถุดิบในการทำสินค้าตัวใหม่
ขอบคุณรูปภาพจาก iamczarinazarkity
ด้วยกระบวนการนี้ ทำให้ลูกค้าของ H&M มีส่วนร่วมในการสร้างวรจร Circular Economy ของแบรนด์ตั้งแต่ปี 2013 และในปี 2019 วัตถุดิบของ H&M 57% เป็น Sustainable Materials และในปี 2030 แบรนด์ก็ตั้งเป้าหมายว่าจะขยับไปให้ถึง 100%
ด้วยกระบวนการนี้ ทำให้ในปี 2013 H&M กลายเป็นผู้ค้าปลีกแฟชั่นรายแรกที่มีโครงการรวบรวมเสื้อผ้าทั่วโลก นอกจากนี้ลูกค้าของแบรนด์ยังมีส่วนร่วมในการสร้างวรจร Circular Economy ของแบรนด์ด้วย H&M ตั้งเป้าให้วัสดุของบริษัทสามารถนำไปรีไซเคิลหรือจัดหาจากแหล่งด้วยวิธีที่ยั่งยืน 100% ภายในปี 2030 โดยตัวเลขในปี 2019 อยู่ที่ 57%
Scale’s Takeaways
1. จะเป็นผู้นำตลาดตัวจริง ต้องทำให้เห็นจริงๆ
ในฤดูใบไม้ผลิปี 2019 H&M ได้จัดทำคอลเลกชันพิเศษ ‘Conscious Exclusive‘ ซึ่งเป็นสินค้าจากกระบวนการผลิตและวัสดุที่ยั่งยืน เช่น ผ้าฝ้ายออร์อกนิก ผ้าลินินออร์แกนิก ผ้าไหมออร์แกนิก พลาสติกรีไซเคิล แก้วรีไซเคิล เงินรีไซเคิล ฯลฯ แถมยังเปิดตัวบริการเช่าเสื้อผ้าเพื่อลดการใส่แล้วทิ้งในร้านค้าแห่งหนึ่งใน Stockholm ด้วย
เรียกว่าในปีนั้น H&M ทำงานหนักมากกับการแสดงภาพลักษณ์เป็น Sustainability Business
ขอบคุณรูปภาพจาก H&M
2. Sustainability สร้างภาพลักษณ์เพิ่มมูลค่าธุรกิจ
เนื่องจากในปัจจุบันคนหันมาให้ความสำคัญกับการทำ Sustainability มากขึ้น ทำให้เกิด Benefit ต่อแบรนด์เหล่านี้หลายด้าน ทั้งความได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ก็จะมีส่วนร่วมกับแบรนด์ไปในทางบวกอย่างแข็งขัน และไม่ใช่แค่ผู้บริโภคเท่านั้นนักลงทุนสมัยใหม่ก็คำนึงถึงการรับผิดชอบทางสังคมด้วย
นอกจากนี้ การสร้างชื่อเสียงด้านความยั่งยืนก็จะช่วยเพิ่มโอกาสการรับพนักงานที่เหมาะสมกับบริษัทมากขึ้น และแน่นอนว่าด้วยการทำ Circular Economy ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทำให้เกิดผลกำไรในระยะยาวด้วย
3. ความยั่งยืนคือเมกะเทรนด์ที่ส่งผลต่อความได้เปรียบทางธุรกิจ
การเข้าถึงข่าวสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้น ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมทั้งด้านการบริโภค ทางธุรกิจ และทางสังคม ทำให้ความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจกลายเป็นเมกะเทรนด์ที่มีผลกระทบอย่างมากต่อความได้เปรียบทางธุรกิจ แบรนด์ชั้นนำต่างๆ กำลังมองหาวิธีที่จะควบคุมความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และผลักดันการลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึงออกแบบ Supply chains ที่มีความยั่งยืนมากขึ้น (ก็คือกระบวนการ Circular Economy นี่แหละ)
สรุป
ก่อนหน้าที่จะมีโครงการนี้ H&M ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเป็นแบรนด์ที่ไม่สนใจเกี่ยวกับ Sustainability เพราะด้วยแนวคิดด้านแฟชั่นที่มาเร็วไปเร็ว ทางแบรนด์จึงได้ออกแบบโครงการนี้ขึ้นเพื่อแสดงความใส่ใจที่มากขึ้น แถมการให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนี้ก็สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าเก็บเสื้อผ้าของตนไว้ใช้ให้นานที่สุดด้วย
หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนของ H&M กล่าวว่า การได้ลูกค้ามาเป็นส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ของแบรนด์ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
อ้างอิง
- https://research.aimultiple.com/sustainability-case-studies/
- https://www.ibm.com/topics/business-sustainability
- https://www.overshootday.org/newsroom/past-earth-overshoot-days/
- https://www2.hm.com/en_gb/sustainability-at-hm/our-work/close-the-loop.html
- https://www.ellenmacarthurfoundation.org/circular-examples/hm-group
- https://www.scg.com/sustainability/circular-economy/scg-circular-way/
- https://about.hm.com/news/general-news-2019/conscious-exclusive-2019.html



